Maria Bonita

at 151 Lakeshore Road East, Oakville, L6J 1H3 Canada

Authentic Mexican Food


Maria Bonita
151 Lakeshore Road East
Oakville , ON L6J 1H3
Canada
Contact Phone
P: 9058491777
Website
http://www.mariabonitaoakville.com

Opening time

  • Tuesdays: 12:00- 20:00
  • Wednesdays: 12:00- 20:00
  • Thursdays: 12:00- 21:00
  • Fridays: 12:00- 21:00
  • Saturdays: 12:00- 22:00
  • Sundays: 12:00- 20:00

Specialities

Price category
$$ (10-30)
Services Maria Bonita provides
Maria Bonita specialties

Company Rating

243 Facebook users were in Maria Bonita. It's a 17 position in Popularity Rating for companies in Restaurant/cafe category in Oakville, Ontario

189 FB users likes Maria Bonita, set it to 23 position in Likes Rating for Oakville, Ontario in Restaurant/cafe category

@MariaBonitaMex: Book your Christmas party early! Great deals and great food @ #MariaBonita!

Published on 2013-11-21 13:49:13 GMT

@MariaBonitaMex: This weather calls for a Mexican feast! Join us today @ #MariaBonita!

Published on 2013-11-21 13:47:49 GMT

We have tamales now!

Published on 2013-11-09 02:29:11 GMT

@OakvilleVoice: @MariaBonitaMex Done and done.... I wish someone was taking me there for Father's Day. Mmmmmmmm

Published on 2013-06-15 00:55:44 GMT

Posted: May 26, 2013 By: Melinda Paletta Comments: 0 Maria Bonita I spent today with Mike & Carmine walking up along Lakeshore Rd. in Oakville. When we decided to stop for a bite to eat, Authentic Mexican Cuisine is what Maria Bonita specializes in. Antonio a jack of all trades, master in Mexican cuisine takes you right into the heart of his culture. This restaurant has also brought chefs right from Mexico “you can’t get any better than that” My appetizer was a different spin on ceviche, it was so fresh,tangy,and dressed with cilantro I could of eaten a whole bowl.Our meals of Flauntos or what I called the Three Amigos consisted of three tacos,one with fluffy potato, second moist chicken,and the third seasoned beef accompanied by lettuce, fresh cheese (which is made in house) onions,and sour cream. Enchiladas wrapped to perfection with shredded chicken,salsa,fresh cheese and sour cream was so savoury. The menu is also children friendly.We then ended our meal a Dulce de Limon, tantalizing our taste buds with this tangy lime dessert with cookie in between each layer, also made in house. A fresh,simple,authentic way to end our day.

Published on 2013-05-26 02:36:03 GMT

Generated summary (experimental)

เป็นเวลากว่า 4 ฤดูกาลแล้วที่เฟเนร์บาห์เช่ ทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศตุรกีไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้เลย นับตั้งแต่ที่พวกเขาคว้าแชมป์ซุเปอร์ ลีกตุรกีได้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 2013-2014 ซึ่งตอนนั้นพวกเขามีเออร์ซุน ยานาล เป็นกุนซือ และมีกัปตันทีมเป็นเอ็มเร่ เบโลโซกลู และเป็นหัวใจในแดนกลางของทีมด้วย และมีมุสซ่า โซว กองหน้าชาวเซเนกัลเป็นดาวซัลโวประจำทีม ซึ่งฤดูกาลนั้นพวกเขาเก็บได้ 73 คะแนน และทิ้งอันดับ 2 อย่างกาลาตาซารายถึง 8 คะแนนเลยทีเดียว แต่หลังจากนั้นมาเฟเนร์บาห์เช่ไม่เคยกลับไปได้แชมป์ซุเปอร์ ลีกอีกเลย ซึ่งเป็นเวลากว่า 4 ฤดูกาลแล้ว และฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่ 5 ซึ่งพวกเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะกลับมาคว้าแชมป์ให้ได้
เฟเนร์บาห์เช่ ปีนี้พวกเขามีกุนซือเป็นฟิลิป โคคู อดีตนักเตะทีมชาติฮอลแลนด์ และของพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ที่เข้ามารับงานคุมทีมในช่วงต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เขาคุมทีมพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นเป็นแชมป์เอเรดิวิซี่ย์ได้ถึง 3 สมัยเลยทีเดียว รวมถึงเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็พึ่งคว้าแชมป์มาหมาดๆ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเฟเนร์บาห์เช่เป็นได้เพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น เมื่อเก็บได้ 72 คะแนน ตามหลังแชมป์อย่างกาลาตาซารายไปเพียง 3 คะแนนเท่านั้น โดยฤดูกาลนี้พวกเขามีขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว โดยมีกัปตันทีมเป็ฯโวลคาน เดมิเรล นายประตูทีมชาติตุรกีที่เป็นมือ 1 ของทีมด้วย ซึ่งนักเตะในทีมส่วนใหญ่นั้นก็เป็นนักเตะตุรกีหลายคน และมีนักเตะต่างชาติเป็นตัวหลักอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งดาวเด่นของทีมในฤดูกาลนี้ก็คือโรแบร์โต้ โซลดาโด้ กองหน้าอดีตทีมชาติสเปน ที่ย้ายมาสู่ทีมตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และยังมีเมาริซิโอ อิสล่า แบ็คขวาทีมชาติชิลีอยู่กับทีมตามเดิมด้วย ส่วนนักเตะใหม่ที่พึ่งได้มาร่วมทีมก็คืออังเดร อายิว ตัวรุกทีมชาติกาน่าที่ยืมตัวมาจากสวอนซี ซิตี้นั่นเอง รวมถึงยังมีตัวรุกเด็ดๆ อย่างอิสลาม สลิมานี่ กองหน้าทีมชาติแอลจีเรียที่ยืมตัวมาจากเลสเตอร์ ซิตี้ มาติเยอ วัลบูเอน่า เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็กชาวฝรั่งเศสก็ยังอยู่ และแนวรับก็ยังมีมาร์ติน สเคอร์เทล อดีตกองหลังของลิเวอร์พูลเป็นกำลังสำคัญของทีม ซึ่งหากว่ากุนซือชาวดัตช์ปรับแต่งทีมให้เล่นเข้าระบบกันหล่ะก็ มีโอกาสมากทีเดียวที่พวกเขาจะสามารถคว้าแชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จ หลังจากที่ต้องรอคอยมาถึง 4 ปีเลยทีเดียว
ในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีประเด็นที่ถูกถกเถียงกันเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับการให้ใบแดงโดยตรงแก่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวเตะชาวโปรตุกีส ทำให้โดนใบแดงไล่ออกจากสนามในจังหวะที่เขาไปเอามือจับหัวเจสัน มูริลโล่ ปรากรหลังทีมชาติโคลอมเบียของบาเลนเซีย ในการพบกันนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งทั้ง 2 ทีมอยู่ในกลุ่มเอช ร่วมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และยัง บอยส์ ซึ่งผู้ตัดสินในเกมนั้นคือเฟลิกซ์ ไบรช์ ชาวเยอรมัน ที่ก็เคยผ่านประสบการณ์การเป่าเกมใหญ่อย่างศึกฟุตบอลโลกมาแล้วถึง 2 สมัย และเคยตัดสินนัดชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อ 2 ปีก่อนด้วย ที่เรอัล มาดริด เอาชนะยูเวนตุสไปได้ 4-1 ที่คาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ แต่การให้ใบแดงแก่กองหน้าหมายเลข 7 ของยูเวนตุสในนัดนี้นั้นเกิดคำถามขึ้นมามากมาย ว่าสมควรให้ใบแดงเลยหรือไม่ เพราะหากมองจากภาพช้าแล้วไม่ได้มีความรุนแรงแต่อย่างใด ซึ่งการตัดสินในครั้งนั้นมันทำให้รูปเกมหลังจากนั้นมันเปลี่ยนไปทันที โดยโรนัลโด้โดนใบแดงไล่ออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 29 ทำให้ต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนอีก 1 ชั่วโมงเต็มเลยทีเดียว
ก่อนหน้าที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะโดนใบแดงไล่ออกจากสนามนั้น รูปเกมยังคงเป็นแบบสนุกสูสีกันทั้ง 2 ทีม แต่หลังจากที่อดีตดาวยิงของเรอัล มาดริด โดนไล่ออกจากสนาม ทำให้ยูเวนตุสต้องปรับมาเล่นแบบรัดกุมมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายก็มาได้ลูกโทษในช่วงท้ายครึ่งเวลาแรก ทำให้พวกเขาออกนำไปก่อนจากมิราเล็ม ปานิช กองกลางทีมชาติบอสเนีย ซึ่งมาเหมา 2 ประตูในนัดนี้ เนื่องจากเริ่มครึ่งหลังมาไม่นาน ยูเวนตุสก็มาได้จุดโทษอีกครั้ง ซึ่งทั้ง 2 ครั้งที่ยูเวนตุสได้นั้น ไม่ได้เป็นจังหวะที่จะแจ้งจนถึงกับต้องเป็นจุดโทษเท่านั้นเลย แต่เหมือนกับผู้ตัดสินตัดสินใจให้เพราะอยากจะแก้ไขที่เป่าผิดพลาดในการให้ใบแดงแก่คริสเตียโน่ โรนัลโด้หรือเปล่า ซึ่งนี่ก็เป็นการตั้งข้อสงสัยของแฟนบอลที่มีต่อผู้ตัดสินชาวเยอรมัน ที่เหมือนเป็นการเป่าเพื่อแก้ตัวมากกว่า ซึ่งมันทำให้เกมที่สนุกๆ นั้นกลับกลายเป็ฯจืดชืดไปเลย ซึ่งการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในสนามนั้น หากมีความคิดว่าจะแก้ตัวกับคำตัดสินในเกมนั้น มันจะกลายเป็นว่ายิ่งแก้มันก็ยิ่งแย่ ซึ่งเฟลิกซ์ ไบรช์ ชาวเยอรมัน เหมือนจะเป็นเช่นนั้นเลย ซึ่งต้องมารอดูว่าผลสุดท้ายแล้วคริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะโดนแบนทั้งหมดกี่นัด
ได้เริ่มต้นไปแล้วสำหรับศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของสโมสรในยุโรป ที่จะแข่งขันกันในทุกฤดูกาล ซึ่งผลการจับสลากแบ่งสายก็ได้จัดการไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งแฟนๆ ก็คงจะได้ทราบกันไปแล้วว่าทีมไหนอยู่สายไหนกันบ้าง แต่ว่าศึกบิ๊กแมตช์ในสัปดาห์แรกของฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลนี้ หรือที่เรียกกันว่าแมตช์ เดย์แรกนั่นเอง ที่เป็นแมตช์ที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกต่างให้ความสนใจก็คือการพบกันระหว่าง 2 ทีมในกลุ่มซี ที่ลิเวอร์พูลจะได้เปิดรังแอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมเศรษฐีของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีเรื่องให้พูดถึงมากมายทีเดียว
ก่อนที่เกมจะเริ่มนั้นความสนใจอยู่ที่เป็นการพบกันระหว่างกุนซือที่เคยร่วมงานกันที่โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ คือเจอร์เก้น คล็อปป์ กับโธมัส ทูเคิ่ลนั่นเอง นอกจากนั้นยังเป็นการพบกันของสองทีมที่กำลังมีแนวรุกที่จัดจ้านที่สุดทีมหนึ่งในยุโรปด้วยกันทั้งคู่ ทำให้ถูกมองว่าเกมในนัดนี้จะสนุกอย่างแน่นอน อีกอย่างก็คือการให้สัมภาษณ์ของเนย์มาร์ กองหน้าค่าตัวแพงที่สุดในโลกชาวบราซิเลี่ยน ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนเกม โดยได้เย้ยลิเวอร์พูลว่าไม่น่าจะได้ติดท็อปโฟร์ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ ทำให้มีประเด็นตามมาทันที
ซึ่งเกมในนัดนั้นลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายที่ทำได้ดีกว่าเกือบตลอด 90 นาทีเลยก็ว่าได้ เมื่อพวกเขาสามารถกุมพื้นที่ในแดนกลางได้ทั้งหมด โดยมีเจมส์ มิลเนอร์ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อยแงบอลกลับมาครองให้ได้ และก็เป็นเจ้าถิ่นที่ได้ออกนำไปก่อนถึง 2-0 จากลูกโหม่งของดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าที่ได้โอกาสลงเป็นตัวจริงนัดแรกของฤดูกาล เนื่องจากโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ กองหน้าตัวจริงได้รับบาดเจ็บบริเวณดวงตาในเกมก่อนหน้านั้น และอีกลูกมาจากจุดโทษของเจมส์ มิลเนอร์
แต่หลังจากนั้นมาเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะผ่อนเกมลงทำให้ทีมเยือนตามมาตีไข่แตกได้สำเร็จก่อนหมดครึ่งแรกจากโธมัส มูนิเย่ร์ แบ็คขวาทีมชาติเบลเยี่ยม และเริ่มครึ่งหลังมาเกมก็ตึงอยู่ที่สกอร์ 2-1 จนถึงท้ายเกม แต่แล้วความผิดพลาดของลิเวอร์พูลก็มาถูกลงโทษโดยคิลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ตีเสมอได้สำเร็จ แต่แล้วในช่วงนาทีสุดท้ายของเกมก็เป็นโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ที่ลงมาเป็นตัวสำรองจะกลายเป็นทีเด็ดซัดประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะไป 2-1 และกว่าปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะได้แก้แค้นต้องรอไปถึงช่วงเดือนพฤศจิกายนเลยทีเดียว
ลีกเอเรดิวิซี่ย์ของประเทศฮอลแลนด์นั้นถือว่าเป็นลีกที่ปั้นดาวดังส่งออกนักเตะไปสู่ทีมยักษ์ใหญ่มากๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งรุด ฟาน นิสเทลรอย โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ หรือแม้กระทั่งอาร์เยน ร็อบเบน ก็เริ่มต้นโดดเด่นตั้งแต่ในการเล่นในลีกบ้านเกิดทั้งนั้น ก่อนที่จะไปพัฒนาต่อยอดกับลีกต่างแดนต่อ โดยลีกสูงสุดของประเทศฮอลแลนด์ก็จะมีทีมยักษ์ใหญ่ประจำลีกอยู่เช่นกัน โดยส่วนใหญ่จะมีอยู่ประมาณ 3 ทีมที่จะสลับหมุนเวียนกันมาคว้าแชมป์ลีกในแต่ละฤดูกาล โดยมีอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น และเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม ซึ่งก็ถือว่าเป็นลีกที่สนุกลีกหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากว่าเป็นลีกที่ทีมต่างๆ นิยมเล่นเกมรุกกันเป็นหลัก และมักจะทำประตูกันได้เยอะในแต่ละนัดด้วย
โดยอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่เคยคว้าแชมป์ลีกอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายยุค 90 แต่ปัจจุบันพวกเขาไม่ได้คว้าแชมปลีกมานานแล้วถึง 4 ปี ซึ่งถือว่านานพอสมควรทีเดียว แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาก็คว้าแชมป์มาได้ถึง 4 สมัยซ้อน ในยุคการคุมทีมของแฟรงค์ เดอ บัวร์ อดีตปราการหลังของทีม ซึ่งลาออกไปในช่วงปี 2016 เพื่อไปหาประสบการณ์ในต่างแดนแทนโดยตอนนี้กุนซือของทีมเป็นเอริค เทน ฮาก ที่พึ่งมารับงานในปีนี้ และหวังจะพาทีมกลับไปคว้าแชมป์ให้ได้อีกครั้ง โดยตอนนี้มีคลาสส์ แยน ฮุนเตลาร์เป็นกองหน้าประจำทีม ส่วนแดนกลางนั้นมีเฟรงกี้ เดอ ยอง และดอนนี่ ฟาน เดน บีค 2 กองกลางดาวรุ่งที่ทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปกำลังตามจีบอยู่ในตอนนี้
ทางด้านของพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ซึ่งเป็นทีมแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ปีนี้มีกุนซือคือมาร์ค ฟาน บอมเมล อดีตกัปตันทีมชาติฮอลแลนด์คุมทีมอยู่ โดยนักเตะดาวเด่นของพวกเขาในปีนี้ก็คือเออร์วิ่ง โลซาโน่ ปีกทีมชาติเม็กซิโก ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมานั่นเอง
และทีมลุ้นแชมป์อีกทีมก็คือเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัมนั่นเอง โดยมีโจวานี่ ฟาน บรองฮอส อดีตแบ็คซ้ายทีมชาติฮอลแลนด์คุมทีม ซึ่งพวกเขาพึ่งคว้าแชมป์ลีกหนล่าสุดเมื่อ 2 ฤดูกาลที่แล้ว หลังจากที่ห่างหายจากการเป็นแชมป์ลีกไปนานเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว โดยนักเตะดาวเด่นของพวกเขาก็คือนิโคไล ยอร์เกนเซ่น กองหน้าทีมชาติเดนมาร์กในชุดทำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมานั่นเอง รวมถึงการกลับมาของโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ อดีตยอดดาวยิงของอาร์เซน่อล ที่ฤดูกาลนี้จะได้รับบทเป็นกัปตันทีมด้วย
แฟนบอลทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษได้ทำการปรับเปลี่ยนวันปิดตลาดซื้อขายนักเตะใหม่จากทุกทีที่จะเป็นช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมมาเป็นวันพฤหัสบดีก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะเปิดฤดูกาล ซึ่งใช้ในฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรก ซึ่งแฟนบอลคงทราบกันดีอยู่แล้วหากมีการตามข่าวอยู่ตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลหลายคนอาจจะยังไม่ทราบก็คือไม่ได้มีแค่ศึกพรีเมียร์ลีกที่เดียวเท่านั้นที่ทำการเปลี่ยนเวลาเดดไลน์ในการซื้อขายนักเตะ แต่มีทางศึกกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลีเช่นกัน ที่ทำการเปลี่ยนวันปิดตลาดซื้อขายให้ล่นเข้ามาเร็วขึ้น ซึ่งฤดูกาลนี้คือ 18 สิงหาคมที่จะถึงนี้แล้ว ทำให้หลายๆ ทีมกำลังเริ่งเจรจาคว้าตัวนักเตะที่ต้องการเข้าทีมอย่างหนัก เพื่อให้ทันกับเดดไลน์ที่ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว ซึ่งก็ถือว่าทางอิตาลีมีการปรับเปลี่ยนเวลาเป็นครั้งแรกเช่นกัน ส่วนลีกใหญ่ๆ อื่นๆ อย่างบุนเดสลีก้า เยอรมัน ลา ลีก้า สเปน หรือลีก เอิงของฝรั่งเศสยังคงใช้เวลาตามสากลเดิมคือ 31 สิงหาคมในฤดูกาลนี้ ซึ่งข้อมูลการปรับเปลี่ยนเวลาปิดตลาดซื้อขายนี้ ได้รับการยืนยันจากสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือทางฟีฟ่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเวลาที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมามีการทำศึกฟุตอบลโลกที่ประเทศรัสเซียด้วย ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งรวมตัวของบรรดาสุดยอดนักฟุตบอลที่หลายสโมสรต่างหมายปอง และนักเตะก็มักจะโฟกัสในการเล่นให้กับทีมชาติของพวกเขาเป็นสำคัญ ทำให้การเจรจาหาซื้อนักเตะที่ทำภารกิจในฟุตบอลโลกมันจะยิ่งกินเวลามากขึ้น และยากยิ่งขึ้นกว่าฤดูกาลปกติที่ไม่มีฟุตบอลรายการใหญ่ด้วย แล้วยิ่งมาบีบคั้นเรื่องเวลาให้สั้นลง ทำให้ทุกสโมสรโดยเฉพาะในอังกฤษ และอิตาลีต้องมีการวางแผน และปรับตัวให้เข้ากับกฏใหม่นี้ด้วย ซึ่งพวกที่ทำการบ้านมาได้ดีก็ยกตัวอย่างเช่นลิเวอร์พูลในอังกฤษ ที่ทำการตลาดลงตัวไปหมดแล้วตั้งแต่กลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ทำให้พวกเขาไม่ต้องมาพะวงกับเวลาที่มันร่นขึ้นมาแต่อย่างใด หรืออย่างในอิตาลีก็คือยูเวนตุสท็จัดการซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมไว้หมดนานแล้ว ทำให้พวกเขาพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ที่จะเริ่มต้นขึ้นเรียบร้อยแล้วเช่นกัน แต่ทั้ง 2 ลีกนี้ก็ยังต้องเสียวสันหลังกันต่อไป เมื่อทีมอื่นๆ นอกยุโรปยังสามารถมาซื้อนักเตะของพวกเขาออกไปได้อยู่ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ควรมีการขายนักเตะออกไปตอนที่พวกเขาไม่สามารถซื้อนักเตะมาแทนได้แล้วเช่นกัน
ลีกสูงสุดของประเทศโปรตุเกสเป็นลีกที่จะมีการขับเคี่ยวแย่งแชมป์กัน 3 ทีมมาตลอดเกือบ 20 ปีหลังสุด โดยมีเบนฟิก้า เอฟซี ปอร์โต้ และสปอร์ติ้ง ลิสบอนเป็น 3 มหาอำนาจลูกหนังของประเทศ โดยหนสุดท้ายที่ซุเปอร์ลีกของโปรตุเกสไม่ได้มีแชมป์จาก 3 ทีมนี้คือต้องย้อนกลับไปเกือบ 20 ปีคือในปี 2000-2001 ที่แชมป์เป็นของเบาวิสต้า และหลังจากนั้นเป็นต้นมา อันดับที่ 1-3 ก็แทบจะเป็นของ 3 ทีมนี้มาโดยตลอด อยู่ที่ว่าจะสลับตำแหน่งกันอย่างไรเท่านั้น แต่สปอร์ติ้ง ลิสบอน เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุดในช่วงหลัง โดยพวกเขาคว้าแชมป์ลีกครั้งหลังสุดได้ก็คือปีที่ได้ต่อจากเบาวิสต้านั่นเอง หลังจากนั้นมาพวกเขายังไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย และอาจจะต้องเป็นแบบนั้นไปอีกซักพักด้วย เนื่องจากพวกเขาประสบปัญหาการถูกยกเลิกสัญญาของสตาร์นักเตะของทีมหลายคน เนื่องจากช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วเกิดเรื่องแฟนบอลเข้าไปทำร้ายร่างกายนักเตะถึงสนามซ้อม ทำให้ปีนี้พวกเขาจะมีทีมที่อ่อนลงไปอย่างมาก
ก่อนหน้าฤดูกาลที่แล้ว เบนฟิก้าเป็นทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ในโปรตุเกส คือสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 4 สมัยติดต่อกัน ทั้งในยุคของฮอร์เก้ เชซุส และรุย วิตอเรีย กุนซือคนปัจจุบันของทีม แต่ในฤดูกาลที่แล้วพวกเขาถูกเอฟซี ปอร์โต้ แย่งแชมป์ไปได้สำเร็จ โดยเบนฟิก้ามีคะแนนห่างปอร์โต้ไปถึง 8 คะแนนเลยทีเดียว ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขาต้องการที่จะทวงคืนแชมป์กลับมาอีกครั้ง ซึ่งปกติแล้วทีมจากโปรตุเกสที่เป็นยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 ทีมต่างก็มีนักเตะที่น่าสนใจ ทำให้หลายสโมสรในยุโรปต่างหมายปองจะคว้าตัวไปร่วมทีมอยู่เป็นประจำ ซึ่ง 3 ทีมเหล่านี้ก็จะถูกตัดกำลังแบบนี้ตลอด ซึ่งฤดูกาลนี้ก็เช่นกัน โดยทางเอฟซี ปอร์โต้ ต้องเสียตัวหลักออกจากทีมไปถึง 3 คนทั้ง ส่วนทางเบนฟิก้านั้นก็เสียเจา คาร์วัลโญ่ กองกลางตัวรุกดาวรุ่งไปให้กับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทีมในแชมเปี้ยนชิปของอีกฤษเช่นกัน แต่ยังดีที่พวกเขายังมีโฮนาส กองหน้าตัวเก๋าชาวบราซิเลี่ยนวัย 34 ปีอยู่กับทีม ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาสามารถทำได้ถึง 34 ประตูเฉพาะในเกมลีกเลยทีเดียว ทำให้โอกาสที่จะแย่งแชมป์กลับมาจากเอฟซ์ ปอร์โต้ได้ถือว่ามีมากทีเดียว และคู่แข่งก็เหลือเพียงปอร์โต้ทีมเดียวเท่านั้นด้วย เนื่องจากสปอร์ติ้ง ลิสบนอ คงต้องใช้เวลาในการสร้างทีมใหม่ก่อนจะกลับมาสู้รบปรบมือได้อย่างสูสีอีกครั้ง
น่าจะเป็นช่วงสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งของโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ กองหน้าดาวยิงชาวดัตช์ในวัย 35 ปีแล้ว โดยฟาน เพอร์ซี่ที่บางทีถูกเรียกเป็นชื่อย่อว่า RVP เป็นนักเตะเด็กปั้นของสโมสรเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม ทีมในลีกของประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งเขาเริ่มก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งตอนนั้นเขาอยู่ในวัย 18 ปีเท่านั้น แต่ฤดูกาลแรกเขาก็ไม่สามารถทำประตูให้ต้นสังกัดได้เลย จากการลงสนามถึง 17 นัด แต่ฤดุกาลต่อมาเขาก็ทำผลงานได้ดีขึ้น จนฟอร์มของสิงห์อีซ้ายเท้าหนักรายนี้ก็ไปเข้าตาอาร์เซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสของอาร์เซน่อล และหลังจากนั้นก็ตัดสินใจดึงตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียง 5 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งเขาถูกตั้งความหวังว่าจะมาเป็นแบบรุด ฟาน นิสเทลรอย กองหน้าดาวยิงที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปซื้อมาจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นก่อนหน้านั้นไม่นาน และหลังจากนั้นมาเขาก็เข้ามาเป็นแกนหลังของทีมโดยตลอด โดยเฉพาะฤดูกาลสุดท้ายของเขาในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยม ที่สามารถระเบิดฟอร์มทำได้ถึง 30 ประตู และกลายเป็นดาวซัลโวประจำฤดูกาลนั้นด้วย
แต่ช่วงซัมเมอร์หลังจากปีนั้นเขาได้ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันแทน ด้วยค่าตัวเพียงประมาณ 20 ล้านปอนด์เท่านั้น เนื่องจากเขาเหลือสัญญากับอาร์เซน่อลเพียง 1 ปี และก็มทำโปรเจ็คต์คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้สำเร็จในฤดูกาลนั้นทันที และก็เป็นดาวซัลโวของลีกอีกครั้งด้วยจำนวน 26 ประตู และถือเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรกและหนเดียวในอาชีพค้าแข้งของเขาด้วย
และในปี 2105 เขาก็ย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปอยู่กับเฟเนร์บาห์เช่ ทีมดังของตุรกี และก็ค้าแข้งอยู่ในดินแดนไก่งวงประมาณ 2 ปี ก่อนตัดสินใจกลับบ้านเก่ามาอยู่กับเฟเยนูร์ดอีกครั้งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และในฤดูกาลที่จะถึงนี้เขาได้รับเกียรติจากสโมสรให้เป็นกัปตันทีมในฤดูกาลนี้ด้วย และมีโอกาสจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายในการค้าแข้งของเขาแล้ว เนื่องจากตอนนี้เขาอายุถึง 35 ปีแล้วด้วย และก็ประสบความสำเร็จมาอย่างมากมายแล้ว ทั้งกับสโมสร และกับทีมชาติฮอลแลนด์ ที่เป็นรองแชมป์โลกในปี 2010 และอันดับที่ 3 ในปี 2014 รวมถึงรางวัลเกียรติยศส่วนตัวอีกมากมาย ทั้งนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2011-2012 ก็ได้มาแล้ว และก็เคยเป็นนักเตะที่แฟน “เดอะ กันเนอร์ส” รักมาก ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ก็ถือได้ว่าเป็นนักเตะดัตช์ในยุคปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว